
ทำไมเหล่าช่างทำขนมอบที่เก่งๆ ถึงใช้ระบบการอบแบบคอนเวกชันร่วมกับระบบอินฟราเรดด้วยล่ะ?
คุณเคยสังเกตไหมว่า ขนมปังบางชนิดมีเปลือกขนมปังที่กรอบสวยงาม แต่ภายในกลับยังนุ่มและมีอากาศถ่ายเทได้ดี? เตาอบธรรมดาๆ จะพ่นลมร้อนออกมาเพื่อให้ขนมปังร้อนขึ้น ซึ่งก็ดีสำหรับการอุ่นขนมปัง แต่ก็ไม่เพียงพอสำหรับการทำให้ขนมปังมีสีน้ำตาลทองที่สวยงาม โดยปกติแล้ว เมื่อเปลือกขนมปังดูสวยงามพอแล้ว ส่วนกลางของขนมปังก็มักจะแห้งไปแล้ว
นั่นคือเหตุผลที่เราใช้เครื่องทำความร้อนแบบอินฟราเรดร่วมด้วย
วิธีการทำงานของระบบ “ไฮบริด” นี้คืออะไร?
ลองนึกภาพว่าเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างสองระบบ โดยระบบคอนเวกชันจะช่วยควบคุมอุณหภูมิภายในขนมปัง ส่วนระบบอินฟราเรดจะช่วยทำให้พื้นผิวขนมปังกรอบและมีสีสวยงาม
เคล็ดลับก็คือ คลื่นอินฟราเรดจะไม่รอให้อากาศร้อนขึ้นก่อน แต่จะเข้าไปในเนื้อขนมปังโดยตรง ทำให้โมเลกุลของน้ำและโปรตีนเคลื่อนไหว ส่งผลให้เกิดความร้อนสูงขึ้นทันทีที่พื้นผิวขนมปัง ทำให้เกิดเปลือกขนมปังที่กรอบสวยงาม และมีสีสวยงาม ในขณะที่ส่วนกลางของขนมปังยังคงชุ่มชื้นอยู่ นี่คือการผสมผสานที่ดีที่สุด
รายละเอียดเพิ่มเติม
เราใช้ท่อควอตซ์ในการสร้างเครื่องทำความร้อนนี้ โดยปกติจะใช้ไฟฟ้า 220V หรือ 380V ขึ้นอยู่กับขนาดของเตาอบ
สิ่งที่ดีก็คือ เครื่องนี้ให้ความร้อนได้อย่างรวดเร็ว คุณไม่จำเป็นต้องรอให้เตาอบร้อนขึ้นก่อน แค่เปิดสวิตช์ พลังงานก็จะเข้ามาทันที
นอกจากนี้ เรายังปรับแต่งเคลือบบนกระจกด้วย หากคุณต้องการให้ขนมปังสุกเร็ว ก็ใช้คลื่นอินฟราเรดความยาวคลื่นสั้น แต่ถ้าคุณทำขนมปังที่มีเนื้อหนา ก็ควรใช้คลื่นอินฟราเรดความยาวคลื่นกลาง เพื่อให้ความร้อนเข้าไปได้ลึกกว่า
สิ่งที่ควรระวัง
แม้ว่าเครื่องนี้จะมีประสิทธิภาพสูง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะใช้งานได้ง่ายเสมอไป ในสภาพแวดล้อมของโรงงานทำขนมปัง มักมีฝุ่นแป้งและไขมันมาเกาะอยู่บนท่อควอตซ์ หากปล่อยให้เกิดการสะสมของสิ่งเหล่านี้ ก็จะทำให้เกิดจุดร้อน และในที่สุดท่อควอตซ์ก็จะเสียหาย
จงรักษาความสะอาดของท่อควอตซ์ให้ดี นี่คือวิธีเดียวที่จะทำให้ความร้อนกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอในทุกชิ้นของขนมปัง
นอกจากนี้ คุณยังต้องคอยดูแลการไหลเวียนของอากาศด้วย เพราะระบบอินฟราเรดจะสร้างความร้อนไว้ที่ด้านบนของเตาอบ ดังนั้น หากพัดลมมีกำลังไม่เพียงพอ ก็อาจทำให้ด้านบนของขนมปังไหม้ก่อนที่ด้านล่างจะสุกได้ แต่ถ้าปรับให้ถูกต้อง ก็จะได้ขนมปังที่สมบูรณ์แบบแน่นอน